12/03/2567

ช่องโหว่ Fortinet มีความเสี่ยงร้ายแรงที่อาจส่งผลกระทบกับอุปกรณ์ 150,000 เครื่อง

    การสแกนเครือข่ายสาธารณะแสดงให้เห็นว่าประมาณ150,000 เครื่องนั้น Gateway เครือข่ายของ Fortinet FortiOSและFortiProxy security มีความเสี่ยงต่อการโจมตีผ่านช่องโหว่ CVE-2024-21762 ซึ่งเป็นปัญหาด้านความปลอดภัยที่ความรุนแรง ทำให้สามารถรันโค้ดได้โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบสิทธิ์

    CISA สํานักงานป้องกันเครือข่ายของสหรัฐฯ ยืนยันเมื่อเดือนที่แล้วว่าผู้ไม่ประสงค์ดีกําลังใช้ประโยชน์จากช่องโหว่โดยเพิ่มเข้าข้อมูลช่องโหว่เข้าไปในประกาศบนเว็บไซต์ KEV 

พบช่องโหว่เวอร์ชั่นนี้ทั่วโลก

    เกือบหนึ่งเดือนหลังจากที่ Fortinet จัดการแก้ไขช่องโหว่ CVE-2024-21762 ทาง The Shadowserver Foundation ได้ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีว่าพบอุปกรณ์ที่มีช่องโหว่เกือบ 150,000 เครื่อง

    Piotr Kjewski จาก Shadowserver แจ้งว่าการสแกนตรวจสอบเวอร์ชันที่มีช่องโหว่อีกครั้งพบว่ามีเครื่องที่มีช่องโหว่ CVE-2024-21762 ที่มีคะแนนความรุนแรง 9.8 ตาม NIST ลดลงเป็นจำนวนมาก โดยตามข้อมูลของ Shadowserver อุปกรณ์ที่มีช่องโหว่ส่วนใหญ่ที่ยังตรวจพบอยู่มากกว่า 24,000 เครื่องอยู่ในสหรัฐอเมริกา ตามมาด้วยอินเดีย บราซิลและแคนาดา

    รายละเอียดเกี่ยวกับผู้ก่อการร้ายที่ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ CVE-2024-21762 ยังไม่เปิดเผยอย่างละเอียด หลังจาก Fortinet ประกาศการเตือน, CISA ยืนยันการโจมตีและแนะนำให้บริษัทตรวจสอบระบบ SSL VPN ของพวกเขาโดยใช้สคริปต์ Python ที่พัฒนาโดย BishopFox. FortiOS เป็นระบบปฏิบัติการของ Fortinet ที่มีคุณสมบัติด้านความปลอดภัย และมากมาย ใช้ในอุปกรณ์ทั้งหมดใน Fortinet Security Fabric สำหรับการควบคุมและการจัดการเครือข่ายอย่างเข้มงวดและมีประสิทธิภาพ.

FortiProxy เป็นโซลูชันพร็อกซีเว็บที่ปลอดภัย มีความสามารถในการป้องกันการเข้าถึงเว็บและภัยพื้นฐานที่เกิดจาก DNS, data loss, Antivirus ป้องกันการบุกรุก และการแยกแยะบราวเซอร์ของผู้ใช้งาน ทำให้เป็นโซลูชันความปลอดภัยครบวงจรและเชื่อถือได้

 

Ref : bleepingcomputer


11/03/2567

ช่องโหว่ บนซอฟแวร์ QNAP สามารถ Bypass Authentication NAS

 

    QNAP เตือนช่องโหว่ซอฟต์แวร์ NAS รวมถึง QTS, QuTS-hero, QuTS-cloud และ myQNAPcloud เสี่ยงต่อการถูกโจมตีจากผู้ไม่ประสงค์ดี

    QNAP ผู้ผลิตอุปกรณ์ Network Connected Storage (NAS) จากประเทศไต้หวันเปิดเผยช่องโหว่สามประการที่อาจทำให้เกิดการบายพาสการตรวจสอบความถูกต้องการฉีดคำสั่งและการฉีด SQL

    QNAP ผู้ผลิตอุปกรณ์ Network Attached Storage – NAS จากประเทศไต้หวันได้เปิดเผย ช่องโหว่ของระบบที่สามารถทำให้ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถข้ามการตรวจสอบสิทธิ์การเข้าใช้งาน Authentication bypass, โจมตีช่องโหว่ของระบบที่มีการยินยอมให้ Run Command (Command Injection) และการโจมตีที่ระบบฐานข้อมูลของ Web (SQL Injection)

    โดยสองรูปแบบหลัง ต้องการยืนยันตัวตนบนระบบซึ่งช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก แต่แบบแรก (CVE-2024-21899) สามารถดำเนินการจากระยะไกลโดยไม่ต้องยืนยันตัวตน และถูกระบุว่าเป็น "ความซับซ้อนต่ำ"

ช่องโหว่ที่ได้รับการแก้ไขคือ

    CVE-2024-21899  ช่องโหว่ในการยืนยันตัวตนที่ทำงานไม่ถูกต้อง  ทำให้ผู้ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงสามารถข้ามการยืนยันตัวตนผ่านเครือข่ายได้ ทำให้สามารถควบคุมจากระยะไกลโดยไม่จำเป็นต้องมีการตรวจสอบสิทธิ์

    CVE-2024-21900  ช่องโหว่นี้ทำให้ผู้ใช้งานที่ได้รับการยืนยันตัวตน หรือใช้งานบนระบบสามารถ  Run Command  บนระบบได้ผ่านเครือข่าย ทำให้สามารถแก้ไขควบคุมการเข้าถึงอุปกรณ์หรือระบบได้

    CVE-2024-21901  ช่องโหว่นี้ทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถฝัง  Code SQL  ที่เป็นอันตรายผ่านระบบเครือข่ายได้ ทำให้มีความเสี่ยงต่อฐานข้อมูลและการจัดการข้อมูลได้

    ช่องโหว่ทั้ง  3  นี้มีผลกระทบต่อเวอร์ชันต่าง ๆ ของระบบปฏิบัติการของ  QNAP  และรวมถึง  QTS 5.1.x,  QTS 4.5.x,  QuTS hero h5.1.x,  QuTS hero h4.5.x,  QuTScloud c5.x และ  myQNAPcloud 1.0.x

    แนะนำให้อัปเกรดไปยังเวอร์ชันต่อไปนี้ เพื่อแก้ไขช่องโหว่ที่เกิดขึ้น

        QTS 5.1.3.2578 รุ่น 20231110 และรุ่นใหม่กว่า

        QTS 4.5.4.2627 รุ่น 20231225 และรุ่นใหม่กว่า

        QuTS hero h5.1.3.2578 รุ่น 20231110 และรุ่นใหม่กว่า

        QuTS hero h4.5.4.2626 รุ่น 20231225 และรุ่นใหม่กว่า

        QuTScloud c5.1.5.2651 และรุ่นใหม่กว่า

        myQNAPcloud 1.0.52 (2023/11/24) และรุ่นใหม่กว่า

    สำหรับ QTS, QuTS hero และ QuTScloud ผู้ใช้งานจะต้องเข้าสู่ระบบด้วยสิทธิ์ผู้ดูแลระบบ ไปที่ Control Panel > System > Firmware Update > Click Check for Update เพื่อเริ่มติดตั้งอัปเดตโดยอัตโนมัติ

    เพื่ออัปเดต myQNAPcloud เข้าสู่ระบบในด้วยสิทธิ์ผู้ดูแลระบบ Open App Center> Clink search box > พิมพ์ myQNAPcloud > ENTER > Click Update เพื่อเริ่มติดตั้งอัปเดต

    อุปกรณ์ NAS เป็นเป้าหมายสําคัญของการโจมตีและแบล็กเมล์ เนื่องจากมีข้อมูลจำนวนมากและมีค่า การอัปเดตซอฟต์แวร์อย่างสม่ำเสมอ และการไม่เปิดเผยอุปกรณ์บนอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่สําคัญสําหรับเจ้าของ NAS ในการป้องกันการโจมตี และการแบล็กเมล์ ยิ่งต้องรักษาความปลอดภัยของอุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียข้อมูลและการโจมตีต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ตัวอย่างการโจมตีก่อนหน้าที่พบเห็นบ่อยครั้ง ransomware ชื่อว่า DeadBolt, Checkmate และ Qlocker


Ref : bleepingcomputer

CISA และ NSA แนะนำวิธีการแนวทาง ในการรักษาความปลอดภัยของ Cloud service


    NSA และหน่วยงานความปลอดภัยทางไซเบอร์ และโครงสร้างพื้นฐาน (CISA) ได้เผยแพร่รายงาน 5 ฉบับ ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่แนะนำ (best practices) ในการรักษาความปลอดภัยของระบบ Cloud Service
Cloud service เป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับองค์กร เนื่องจากสามารถให้บริการเซิร์ฟเวอร์ พื้นที่เก็บข้อมูล และแอปพลิเคชันที่มีการจัดการ โดยที่ผู้ใช้งานไม่ต้องจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้วยตนเอง โดย Cloud service เป็นที่นิยมในการใช้งานของทีมพัฒนาแอปพลิเคชันระดับองค์กรจำนวนมาก ทั้งเวอร์ชันภายในองค์กร และเวอร์ชันที่โฮสต์บนคลาวด์ ซึ่งช่วยลดภาระของผู้ดูแลระบบขององค์กร
    CISA และ NSA ได้เผยแพร่รายงาน 5 ฉบับ เกี่ยวกับวิธีการรักษาความปลอดภัยของ Cloud service โดยใช้แนวทางปฏิบัติที่มุ่งเน้นไปที่การในเรื่องของ การจัดการข้อมูลประจำตัว และการเข้าถึงข้อมูลประจำตัว, การจัดการ Key, การเข้ารหัสข้อมูลในระบบคลาวด์, การจัดการพื้นที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ และการลดความเสี่ยงจากผู้ให้บริการ
คำแนะนำทั้ง 5 รายการ และข้อสรุปแนวทางปฏิบัติในการรักษาความปลอดภัยของ Cloud service ของ NSA/CISA :
1. การใช้แนวทาง Secure Cloud Identity and Access Management [PDF]
    วัตถุประสงค์ของ cybersecurity information sheet (CSI) คือการอธิบายการจัดการข้อมูลประจำตัวบนคลาวด์ และเพื่อแนะนำแนวทางปฏิบัติที่องค์กรควรใช้เพื่อป้องกันภัยคุกคามในระบบคลาวด์ เช่น การจัดการข้อมูลประจำตัว และการเข้าถึง รวมถึงแนวทางปฏิบัติในการกำหนดค่า MFA การจัดเก็บข้อมูลประจำตัว และการแบ่งพาร์ติชันสิทธิ์ เพื่อให้ต้องใช้สิทธิ์หลายคนในการยกระดับสิทธิ์ หรือการดำเนินการที่มีความสำคัญ
2. การใช้แนวทาง Secure Cloud Key Management [PDF]
    วัตถุประสงค์ของ cybersecurity information sheet (CSI) คือการสรุปตัวเลือกการจัดการที่สำคัญตามปัจจัย และแนะนำแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดที่ควรพิจารณา ด้วยการใช้ Key Management Solutions (KMS) บนคลาวด์ ซึ่งจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจ และจัดทำเอกสารความรับผิดชอบด้านความปลอดภัยร่วมกัน
3. การใช้แนวทาง Network Segmentation and Encryption in Cloud Environment [PDF]
    วัตถุประสงค์ของ cybersecurity information sheet (CSI) คือการให้คำแนะนำสำหรับการนำหลักการไปใช้ใน cloud environment ซึ่งมีความแตกต่างจากเครือข่ายภายในองค์กร (on-prem) แม้ว่าเครือข่ายภายในองค์กรจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เพิ่มเติมเพื่อเปิดใช้งาน Zero-Trust แต่ Cloud Environment มีโครงสร้างพื้นฐาน และบริการที่จำเป็นสำหรับการใช้งาน Zero-Trust อยู่แล้ว รวมถึง CSI ดังกล่าวยังให้คำแนะนำในการเข้ารหัสข้อมูลระหว่างทาง และวิธีแบ่งกลุ่มบริการคลาวด์ให้เหมาะสมที่สุด เพื่อไม่ให้สื่อสารกันเว้นแต่จำเป็นต้องใช้งานเท่านั้น
4. การใช้แนวทาง Secure Data in the Cloud [PDF]
    วัตถุประสงค์ของ cybersecurity information sheet (CSI) คือการให้คำแนะนำสำหรับแนวทางในการเข้ารหัสข้อมูล, การรักษาความปลอดภัยข้อมูลจากการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต และการสร้างแผนการสำรองข้อมูล และการกู้คืนข้อมูล
5. การใช้แนวทาง Mitigate Risks from Managed Service Providers in Cloud Environment [PDF]
    วัตถุประสงค์ของ cybersecurity information sheet (CSI) คือการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยบัญชีบริษัทที่ใช้โดย MSP การตรวจสอบกิจกรรมของพวกเขา และสิ่งที่ควรคำนึงถึงเมื่อเจรจาข้อตกลง (SLA)

 โดยปัจจุบันพบว่าผู้ไม่ประสงค์ดีได้พุ้งเป้าหมายการโจมตีไปยังพื้นที่ในการให้บริการ cloud service เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะจัดเก็บข้อมูลอันมีค่า และสามารถใช้เพื่อเปลี่ยนเส้นทางไปยังเครือข่ายภายในของเป้าหมายได้
    ในปี 2021 Microsoft ได้เผยแพร่รายงานวิธีที่ผู้ไม่ประสงค์ดีชาวรัสเซีย ในชื่อ Nobelium ได้กำหนดเป้าหมายไปยัง cloud service และ MSP เพื่อกำหนดเป้าหมายไปยังลูกค้า downstream รวมถึงเครือข่ายภายในอีกด้วย
    รวมถึง Microsoft ได้เปิดตัวเครื่องมือ 'Untitled Goose Tool' เพื่อช่วยในการตรวจจับการโจมตีที่กำหนดเป้าหมายไปยัง Azure cloud service ในปี 2023 ที่สามารถป้องกันการถ่ายโอนข้อมูลจาก Azure Active Directory, Microsoft Azure และ Microsoft 365 environment

08/03/2567

CISA แจ้งเตือนช่องโหว่บนผลิตภัณฑ์ Microsoft Streaming เป็นช่องทางในการโจมตีเป้าหมาย

    หน่วยงานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของสหรัฐอเมริกา หรือ CISA สั่งให้หน่วยงาน US Federal Civilian Executive Branch (FCEB) ทำการป้องกันระบบเครือข่ายจากช่องโหว่ที่มีระดับความรุนแรงสูงใน Microsoft Streaming Service (MSKSSRV.SYS) ที่กำลังตกเป็นเป้าหมายในการโจมตี
    CVE-2023-29360 (คะแนน CVSS 8.4/10 ความรุนแรงระดับ High) เป็นช่องโหว่ Untrusted Pointer Dereference ซึ่งทำให้ผู้ไม่ประสงค์ดีที่เข้าถึงระบบได้ในระดับทั่วไปและได้รับสิทธิ์ผู้ดูแลบนระบบซึ่งการโจมตีไม่ค่อยมีความซับซ้อนเท่าไหร่นัก และไม่จำเป็นต้องมีการป้งกันใด ๆ จากเป้าหมาย
    ถูกค้นพบโดย Thomas Imbert ซึ่งพบช่องโหว่จาก Synactiv ใน Microsoft Streaming Service Proxy (MSKSSRV.SYS) และรายงานไปยัง Microsoft ผ่านทาง Zero Day Initiative ของ Trend Micro
    ทาง Microsoft ได้ออกอัปเดตเพื่อแก้ไขช่องโหว่ดังกล่าวแล้วใน Patch Tuesday เดือนมิถุนายน 2023 รวมถึงได้มีการเปิดเผยชุดสาธิตการโจมตีหรือ proof-of-concept (PoC) บน GitHub ใน ในวันที่ 24 กันยายน 2023
    ทั้งนี้ทาง CISA ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการโจมตีที่กำลังดำเนินการอยู่ แต่ยืนยันว่าไม่พบหลักฐานว่าช่องโหว่นี้ถูกใช้ในการโจมตีจาก ransomware โดยทาง CISA ได้เพิ่มช่องโหว่ดังกล่าวไปยัง Known Exploited Vulnerabilities Catalog (KEV) หรือรายการช่องโหว่ที่พบว่ากำลังถูกใช้ในการโจมตี และแจ้งเตือนว่า “ช่องโหว่ดังกล่าวเป็นช่องทางที่พบว่าถูกผู้ไม่ประสงค์ดีใช้โจมตีบ่อยครั้ง และก่อให้เกิดความเสี่ยงที่สำคัญต่อองค์กรของรัฐบาลกลาง”
    โดยองค์กรของรัฐบาลกลางต้องทำตามคำสั่งของ CISA ตามที่ได้รับคำสั่งจากคำสั่งการปฏิบัติงานที่มีผลผูกพัน (BOD 22-01) ที่ออกในเดือนพฤศจิกายน 2021 ซึ่งต้องเร่งทำการอัปเดตระบบ Windows เพื่อป้องกันช่องโหว่ดังกล่าวภายในวันที่ 21 มีนาคม 2024
    รวมถึงแม้ว่า KEV Catalog จะมุ่งเน้นไปที่การแจ้งเตือนหน่วยงานรัฐบาลกลางเกี่ยวกับช่องโหว่ที่ควรได้รับการแก้ไขโดยเร็วที่สุด แต่องค์กรเอกชนทั่วโลกก็ควรแก้ไขตามเช่นกัน เพื่อป้องกันการโจมตีจากช่องโหว่ดังกล่าว
การโจมตีด้วย malware ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2023
    Check Point บริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์สัญชาติอเมริกัน-อิสราเอล ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับช่องโหว่ CVE-2023-29360 ว่าพบการโจมตีของมัลแวร์ในชื่อ Raspberry Robin ได้ใช้ช่องโหว่ดังกล่าวในการโจมตีมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2023
    Raspberry Robin เป็นมัลแวร์ที่มีความสามารถของเวิร์ม ซึ่งถูกพบในเดือนกันยายน 2021 และแพร่กระจายผ่าน USB drives เป็นหลัก แม้ว่าจะไม่สามารถระบุได้ว่าผู้ไม่ประสงค์ดีกลุ่มใดเป็นผู้สร้างมัลแวร์ แต่ก็มีการเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดีหลายกลุ่มรวมถึง EvilCorp และกลุ่ม Clop ransomware โดยทาง Microsoft ได้รายงานไว้ในเดือนกรกฎาคม 2022 ว่าตรวจพบมัลแวร์ Raspberry Robin บนเครือข่ายขององค์กรหลายร้อยแห่งจากภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ


    Raspberry Robin มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยนำกลยุทธ์ delivery ใหม่มาใช้ และเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ๆ รวมถึงการหลีกเลี่ยงการตรวจจับ โดยการทิ้งเพย์โหลดปลอมเพื่อทำให้นักวิจัยเข้าใจผิด

วิศวกรของ Google ถูกจับได้ว่าขโมยความลับทางเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ให้กับบริษัทจีน

 


    กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐอเมริกา( DoJ )ได้ประกาศดําเนินคดีกับอดีตวิศวกรซอฟต์แวร์ของ Google leon ding อายุ 38 ปี ซึ่งถูกกล่าวหาว่าขโมยความลับทางการค้าของ Google AI สําหรับบริษัทจีน โดยระบุข้อกล่าวหาว่า leon ding โจรกรรมข้อมูลที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของ Google และถ่ายโอนข้อมูลดังกล่าวไปยังบริษัท 2 แห่งในจีน

    ข้อมูลความลับที่ถูกโจรกรรมเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่สำคัญใน SuperComputing Data Centers ของ Google ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาของ Host และ AI Models ที่มีขนาดใหญ่ซึ่งสามารถประมวลผลภาษาที่ซับซ้อนและสร้างคำตอบอัจฉริยะได้

    ข้อกล่าวหาระบุว่า leon ding ขโมยข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาเกี่ยวกับแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ซึ่งรวมถึง:

        1. โครงสร้างและฟังก์ชันของชิป GPU และ TPU และรวมถึงระบบการจัดการ

        2. ซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้ชิปเหล่านี้ติดต่อสื่อสารข้อมูลและดำเนินงานงาน

        3. ระบบ Cluster Management System: CMS ได้รวมชิปหลายพันชิ้นเข้าด้วยกันเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องเดียวที่สามารถพัฒนาการเรียนรู้ของเครื่อง และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ล้ำสมัย

รายละเอียดการโจรกรรมข้อมูล

    กระทรวงยุติธรรมกล่าวว่า  leon  ding  เริ่มทํางานเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ที่  Google  ในปี  2019  และเริ่มอัปโหลดข้อมูลที่เป็นกรรมสิทธิ์ไปยังบัญชี  Google  Cloud  ส่วนตัวในวันที่  21  พฤษภาคม  2022  กระบวนการนี้ใช้เวลาเกือบหนึ่งปี  ส่งผลให้ไฟล์มากกว่า  500  ไฟล์ถูกโจรกรรม

    leon  ding  คัดลอกไฟล์ต้นฉบับของ  Google  ลงใน  Apple  Notes  บนแล็ปท็อปที่ออกโดย  Google  เพื่อซ่อนพฤติกรรมการใข้งานของตัวเอง และแปลงเป็นไฟล์  PDF  แล้วอัปโหลดไปยังบัญชี  Google  Cloud  ของตัวเอง

    ตามคําฟ้อง   leon  ding  ได้โอนเอกสารที่มีข้อมูลลับไปยังประเทศจีน โดยเฉพาะบริษัทปัญญาประดิษฐ์ที่เขาดํารงตําแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี และบริษัทที่สองที่เขาก่อตั้งชื่อ  Shanghai Intelligent Technology Co. , Ltd.

    leon  ding  ไม่ได้แจ้งให้  Google  ทราบถึงความสัมพันธ์ของเขากับบริษัทเหล่านี้ และไม่ได้เปิดเผยการเดินทางของเขาไปประเทศจีนเพื่อเข้าร่วมการประชุมนักลงทุน

    ในทางตรงกันข้าม  leon ding  ถูกกล่าวหาว่าขอให้เพื่อนร่วมงานบันทึกการเข้าทำงานของเขาเป็นประจำเพื่อให้ไม่ดูน่าสงสัย

    leon  ding  ถูกจับในวันที่  5  มีนาคม  พ.ศ.  2567  ที่แคลิฟอร์เนีย และตอนนี้เผชิญกับโทษสูงสุด  10  ปีจำคุกพร้อมค่าปรับสูงสุดถึง  250,000  ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับแต่ละข้อหาการโจรกรรมข้อมูลเครื่องมือทางการค้าในแต่ละครั้ง รวมมูลค่า  1  ล้านดอลลาร์


Ref : bleepingcomputer