แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ kaspersky แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ kaspersky แสดงบทความทั้งหมด

17/09/2567

กลุ่ม RansomHub ใช้ Kaspersky TDSSKiller เพื่อปิดการทำงานของ Endpoint Detection and Response (EDR)


    กลุ่มแรนซัมแวร์ RansomHub ได้ใช้ TDSSKiller ซึ่งเป็นเครื่องมือจาก Kaspersky ที่มีความน่าเชื่อถือ มาใช้เพื่อปิดการทำงานในส่วนของ Endpoint detection and response บนระบบของเป้าหมาย
    หลังจากมีการปิดระบบป้องกันแล้ว กลุ่ม RansomHub จะมีการนำเครื่องมือ LaZagne credential-harvesting มาใช้ในการดึงข้อมูลการ logins จากฐานข้อมูลแอปพลิเคชันต่าง ๆ เพื่อเป็นตัวช่วยในการโจมตีต่อไปภายในเครือข่าย
TDSSKiller ถูกนำไปใช้โจมตีในรูปแบบ Ransomware
    Kaspersky สร้าง TDSSKiller ขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการสแกนเครือข่ายเพื่อค้นหา rootkits และ bootkits ซึ่งเป็น Malware 2 ประเภทที่ตรวจจับได้ยากเป็นพิเศษ และสามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับจากอุปกรณ์ security ได้
    โดย EDR เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่ทำงานตั้งแต่ระดับ kernel level เนื่องจากการทำงานของตัวอุปกรณ์จะมีการตรวจสอบ และควบคุมพฤติกรรมของระบบตั้งแต่ขั้นแรก เช่น การเข้าถึงไฟล์ และการสร้าง process รวมไปถึงการเชื่อมต่อภายในเครือข่าย ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นการป้องกันการโจมตีในรูปแบบ real-time เช่น การโจมตีแบบ Ranomware
    บริษัทความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่าง Malwarebytes ระบุว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้สังเกตเห็นกลุ่ม RansomHub มีการใช้ TDSSKiller ในการสื่อสารกับ kernel-level services โดยใช้สคริปต์คำสั่ง หรือ batch file เพื่อปิดการทำงานของ Malwarebytes Anti-Malware Service (MBAMService) ที่กำลังทำงานอยู่บนเครื่อง


    เครื่องมือ TDSSKiller ถูกนำมาใช้หลังจากที่มีการรวบรวมข้อมูล การยกระดับสิทธิ์ และการถูกเรียกใช้จากไดเรกทอรีชั่วคราวในส่วนของ ('C:\Users\<User>\AppData\Local\Temp\') โดยมีการใช้ชื่อไฟล์ที่สร้างขึ้นแบบไดนามิก (‘{89BCFDFB-BBAF-4631-9E8C-P98AB539AC}.exe’)
    เนื่องจาก TDSSKiller เป็นเครื่องมือที่มี valid certificate ทำให้อุปกรณ์ Security มองว่าไม่มีความเสี่ยง และไม่เข้าข่ายการโจมตี จึงทำให้เมื่อเกิดการโจมตีจากกลุ่ม RansomHub ตัวอุปกรณ์อาจจะมีการหยุดการทำงาน
    จากนั้นกลุ่ม RansomHub จะใช้เครื่องมือ LaZagne ในการพยายามดึงข้อมูล credentials ที่ถูกจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูล โดยทาง Malwarebytes ได้ตรวจสอบการโจมตีที่ใช้ LaZagne พบว่ามีการเขียนไฟล์ 60 รายการ ซึ่งน่าจะเป็น credentials ที่ถูกขโมยออกไป
โดยพฤติกรรมที่มีการลบไฟล์บนระบบอาจเป็นการกระทำของผู้โจมตีที่ต้องการปกปิดการโจมตี

การป้องกัน TDSSKiller
    อุปกรณ์ Security จะสามารถตรวจจับการทำงานของ LaZagne ได้ เนื่องจากถูกระบุว่าเป็น malicious แต่อุปกรณ์ Security จะไม่สามารถตรวจจับได้ หากมีการใช้ TDSSKiller เพื่อปิดการทำงานของอุปกรณ์ โดย TDSSKiller ถือว่าอยู่ในส่วนของ gray area ซึ่งเครื่องมือ security บางตัว เช่น ThreatDown ของ Malwarebytes ระบุว่าเป็น RiskWare ทำให้มีการแจ้งเตือนสำหรับผู้ใช้งาน
    บริษัทความปลอดภัยทางไซเบอร์ แนะนำให้เปิดใช้งานฟีเจอร์ tamper protection ในโซลูชัน EDR เพื่อให้แน่ใจว่าผู้โจมตีจะไม่สามารถปิดใช้งานโซลูชันดังกล่าวได้ด้วยเครื่องมือ เช่น TDSSKiller
นอกจากนี้ การตรวจสอบ ‘-dcsvc’ flag ซึ่งเป็นพารามิเตอร์เกี่ยวกับการปิดใช้งาน หรือการลบ services ก็เป็นอีกตัวช่วยหนึ่งในการตรวจจับ และบล็อกพฤติกรรมที่เป็นอันตรายได้

25/06/2567

รัฐบาลของสหรัฐฯ สั่งห้ามใช้ผลิตภัณฑ์ของ Kaspersky เนื่องจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัย


    ทางรัฐบาลของสหรัฐ และ CISA แจ้งเตือนถึงกลุ่มผู้ใช้งานทุกผลิตภัณฑ์ของ Kaspersky ในสหรัฐฯ และให้กำหนดเวลาจนถึงวันที่ 29 กันยายน 2024 เพื่อหาผลิตภัณฑ์หรือซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยอื่น ๆ มาใช้งานแทน
 ผู้ใช้งานที่ใช้ซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยของ Kaspersky ในสหรัฐฯ อาจต้องมองหาทางเลือกอื่น เนื่องจากเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2024 กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ประกาศห้ามใช้ซอฟต์แวร์ของ Kaspersky และห้ามบริษัทจากรัสเซียขายผลิตภัณฑ์ด้านความปลอดภัยใด ๆ ในสหรัฐฯ

    การสั่งห้ามเกิดขึ้นหลังจากการสอบสวนโดยสำนักงานอุตสาหกรรม และความมั่นคง (BIS) ของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งพบว่าบริษัท และผลิตภัณฑ์ของ Kaspersky เป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เพื่อสนับสนุนการสั่งห้ามครั้งนี้ BIS อ้างถึง "ความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้ต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ และความปลอดภัยของประชาชน" โดยระบุปัจจัยจากการสอบสวนดังต่อไปนี้
  • Kaspersky อยู่ภายใต้เขตอำนาจ การควบคุม หรือการชี้นำของรัฐบาลรัสเซีย
  • ซอฟต์แวร์ของ Kaspersky ให้อำนาจรัฐบาลรัสเซียเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญของลูกค้าในสหรัฐฯ
  • รัสเซียเป็นประเทศคู่ขัดแย้งที่ยังคงคุกคามสหรัฐฯ
  • ซอฟต์แวร์ของ Kaspersky มีความสามารถในการติดตั้งซอฟต์แวร์ที่เป็นอันตราย และพบการไม่อัปเดตช่องโหว่ที่สำคัญ
  • การถูกควบคุมได้ของซอฟต์แวร์ของ Kaspersky โดยเฉพาะที่อยู่ในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของสหรัฐฯ อาจส่งผลให้เกิดการขโมยข้อมูล สอดแนม และการทำงานที่ผิดพลาดได้
    Kaspersky เคยเป็นที่ต้องสงสัยในสายตาของรัฐบาลสหรัฐฯ เนื่องจากความสัมพันธ์ของบริษัทกับรัฐบาลรัสเซีย และในปี 2017 สหรัฐฯ สั่งห้ามการใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทในหน่วยงานรัฐบาลทั้งหมด
    อย่างไรก็ตาม การห้ามครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผลิตภัณฑ์ของ Kaspersky จะไม่สามารถใช้งานในผู้ใช้งานทั่วไป หรือในธุรกิจระดับประเทศได้อีกต่อไป
    ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม Kaspersky และบริษัทในเครือ และบริษัทย่อยจะถูกห้ามขาย หรืออนุญาตให้ใช้ซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัย หรือแอนติไวรัสในสหรัฐฯ โดยตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน ผู้ขายจะไม่สามารถขายผลิตภัณฑ์ของ Kaspersky ได้อีกต่อไป ในขณะที่นักพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ third-party จะถูกห้าม รวมถึงซอฟต์แวร์ใด ๆ ที่ออกแบบหรือจัดหาโดย Kaspersky
  ในเอกสารของ BIS ระบุผลิตภัณฑ์ของ Kaspersky จำนวน 81 รายการที่ถูกรวมอยู่ในคำสั่งห้าม แต่ผลิตภัณฑ์ และบริการที่ไม่ถูกห้าม ได้แก่ Kaspersky Threat Intelligence, การฝึกอบรมด้านความปลอดภัยของ Kaspersky และบริการที่ปรึกษา และให้คำแนะนำของ Kaspersky
 ข้อจำกัดนี้มีความหมายว่า Kaspersky จะสิ้นสุดบทบาทของในฐานะผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์ด้านความปลอดภัยให้แก่ธุรกิจ และผู้บริโภคในสหรัฐฯ แล้ว

    สำหรับลูกค้าปัจจุบัน ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายนในสหรัฐฯ Kaspersky จะไม่สามารถให้การอัปเดตซิกเนเจอร์ ,แอนติไวรัส และการอัปเดตโค้ดสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ถูกห้ามได้อีกต่อไป
    นอกจากนี้ Kaspersky Security Network ซึ่งทำการวิเคราะห์ภัยคุกคามด้านความปลอดภัย จะไม่สามารถดำเนินการในสหรัฐฯ ได้อีก ทาง BIS ระบุว่ากำหนดเวลาช่วงเดือนกันยายนเพื่อให้ลูกค้าปัจจุบันมีเวลาเพียงพอในการหาผลิตภัณฑ์ และบริการอื่นมาทดแทน
    Kaspersky ตอบสนองต่อคำสั่งห้ามโดยออกแถลงข่าวระบุว่า บริษัทไม่ได้ทำกิจกรรมใด ๆ ที่คุกคามความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น บริษัทได้ให้การป้องกันต่อภัยคุกคามหลากหลายประเภทที่มุ่งเป้าไปที่ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และพันธมิตร โดย Kaspersky ยังคงตั้งคำถามกับกระบวนการที่ BIS ใช้ในการสอบสวน