29/08/2566

พบช่องโหว่ WinRAR zero-day ถูกนำมาใช้ในการโจมตีตั้งแต่เดือนเมษายนเพื่อขโมยบัญชี trading


    ช่องโหว่ Zero-day ของ WinRAR (CVE-2023-38831) กำลังถูกใช้ในการโจมตีอย่างต่อเนื่อง โดยผู้โจมตีจะหลอกล่อให้เหยื่อคลิกเปิดไฟล์ archive เพื่อติดตั้งมัลแวร์ ซึ่งอาจทำให้ Hacker สามารถขโมยบัญชีซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลออนไลน์ได้ โดยนักวิจัยพบว่าช่องโหว่ดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้ในการโจมตีมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2023 เพื่อแพร่กระจายมัลแวร์ต่าง ๆ เช่น DarkMe, GuLoader และ Remcos RAT
    CVE-2023-38831 เป็นช่องโหว่ Zero-day ของ WinRAR ที่ทำให้สามารถสร้างไฟล์ .RAR และ .ZIP ที่เป็นอันตราย ซึ่งแสดงไฟล์ที่ดูเหมือนไม่มีอันตราย เช่น รูปภาพ JPG (.jpg), ไฟล์ข้อความ (.txt), หรือเอกสาร PDF (.pdf) แต่เมื่อเหยื่อทำการเปิดไฟล์ดังกล่าว ช่องโหว่ก็จะทำการเรียกสคริปต์เพื่อติดตั้งมัลแวร์บนอุปกรณ์ โดย Group-IB เป็นผู้ค้นพบช่องโหว่ CVE-2023-38831 ในเดือนกรกฎาคม 2023 และได้ทำการเผยแพร่รายละเอียดข้อมูลของช่องโหว่ดังกล่าวแล้ว
    โดยทาง BleepingComputer ได้ทดสอบเปิดไฟล์ที่เป็นอันตรายซึ่งถูกแชร์โดย Group-IB ซึ่งเป็นผู้ค้นพบแคมเปญการโจมตี ซึ่งพบว่าเพียงดับเบิลคลิกบน PDF ก็ทำให้ CMD script ถูกเรียกใช้งานเพื่อติดตั้งมัลแวร์ทันที
    ปัจจุบันช่องโหว่ CVE-2023-38831 ได้รับการแก้ไขแล้วในอัปเดตแพตซ์ของ WinRAR เวอร์ชัน 6.23 ที่ออกมาในวันที่ 2 สิงหาคม 2023 ที่ผ่านมา โดยได้แก้ไขช่องโหว่ต่าง ๆ รวมถึงช่องโหว่ CVE-2023-40477 ที่สามารถดำเนินการคำสั่งเมื่อเปิดไฟล์ RAR ที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ

การมุ่งเป้าหมายไปที่ crypto traders
    นักวิจัยจาก Group-IB ได้เผยแพร่รายงานการค้นพบช่องโหว่ WinRAR Zero-day ได้ถูกใช้เพื่อมุ่งเป้าหมายการโจมตีไปยังฟอรัมที่เกี่ยวกับ cryptocurrency โดย Hacker ได้ปลอมตัวเป็นผู้ที่มาให้ความรู้ และข้อมูลกลยุทธ์การซื้อขาย ซึ่งโพสต์ในฟอรัมจะมีการแนบลิงก์ไปยังไฟล์ WinRAR ZIP หรือ RAR ที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ ซึ่งประกอบด้วย PDF ไฟล์ข้อความ และรูปภาพ


ขั้นตอนในการโจมตีประกอบไปด้วย
    เมื่อเหยื่อทำการเปิดไฟล์ จะเห็นสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไฟล์ที่ไม่เป็นอันตราย เช่น PDF โดยมีโฟลเดอร์ที่ตรงกับชื่อไฟล์เดียวกัน


    เมื่อเหยื่อดับเบิลคลิกที่ PDF ช่องโหว่ CVE-2023-38831 จะทำการเรียกสคริปต์ในโฟลเดอร์ เพื่อติดตั้งมัลแวร์บนอุปกรณ์ในเวลาเดียวกัน ซึ่งสคริปต์เหล่านี้จะโหลดเอกสารหลอกล่อเพื่อไม่ให้เหยื่อเกิดความสงสัย


    ช่องโหว่ดังกล่าวจะสร้างไฟล์เป็นพิเศษด้วยโครงสร้างที่ได้รับการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับไฟล์ที่ปลอดภัย ซึ่งทำให้ฟังก์ชัน ShellExecute ของ WinRAR ได้รับ parameter ที่ไม่ถูกต้องเมื่อพยายามเปิดไฟล์ล่อ ส่งผลให้โปรแกรมข้ามไฟล์ที่ไม่เป็นอันตราย และค้นหา และเรียกใช้ CMD script แทน ดังนั้นแม้ว่าเหยื่อจะคิดว่าได้ทำการเปิดไฟล์ที่ปลอดภัย แต่โปรแกรมจะเปิดไฟล์อื่นขึ้นมาแทน
    ซึ่ง CMD script จะทำการเรียกใช้ไฟล์ self-extracting (SFX) CAB เพื่อติดตั้งมัลแวร์ต่าง ๆ เช่น DarkMe, GuLoader และ Remcos RAT ลงบนเครื่องเหยื่อ เพื่อให้สามารถเข้าถึงได้จากระยะไกล


    DarkMe malware มีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม EvilNum ที่มีเป้าหมายทางการเงิน แต่ปัจจุบันยังไม่พบความเชื่อมโยงของกลุ่ม EvilNum และช่องโหว่ CVE-2023-38831
    Remcos RAT เป็น malware ที่ทำให้ Hacker สามารถควบคุมอุปกรณ์ที่ถูกโจมตีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการสั่งการจากระยะไกล, keylogging, การจับภาพหน้าจอ การจัดการไฟล์ และการทำ reverse proxy ช่วยเพิ่มความสามารถในการโจมให้ดียิ่งขึ้น
    ดังนั้นผู้ใช้ WinRAR จึงควรอัปเดตให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด คือ WinRAR version 6.23 เพื่อป้องกันการโจมตีจากช่องโหว่ดังกล่าวโดยด่วน

22/08/2566

พบ Proxy Botnet ขนาดใหญ่กว่า 400,000 ระบบ ถูกสร้างขึ้นจากการติด Malware


    ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยสารสนเทศพบรูปแบบการโจมตีขนาดใหญ่ที่ส่ง Application Proxy Server ไปยังระบบปฏิบัติการ windows อย่างน้อย 400,000 ระบบ โดยอุปกรณ์เหล่านี้ทำหน้าที่เป็น exit nodes โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ใช้งาน และมีบริษัทหนึ่งกำลังถูกตรวจสอบจากทราฟฟิกของพร็อกซีที่ทำงานผ่านเครื่องของบริษัท
    Residential proxies มีประโยชน์ต่อผู้ไม่ประสงค์ดี เพราะสามารถนำไปใช้ในการโจมตีแบบ credential stuffing เนื่องจากทำให้ IP ที่ใช้ในการโจมตีแตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมีจุดประสงค์อื่น ๆ เช่น การกดโฆษณา, การรวบรวมข้อมูล, การทดสอบเว็บไซต์ หรือการกําหนด routing เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว
ในรายงาน AT&T Alien Labs ระบุว่าเครือข่ายพร็อกซี 400,000 โหนดถูกสร้างขึ้นโดยใช้เพย์โหลดที่เป็นอันตรายสำหรับติดตั้งแอปพลิเคชันพร็อกซี่
    AT&T Alien Labs ระบุว่า แม้ว่าบริษัทที่อยู่เบื้องหลังจะอ้างว่า exit nodes จะมาจากผู้ใช้งานที่ได้รับการแจ้งเตือน และยินยอมให้ใช้อุปกรณ์ของตนเท่านั้น แต่ Alien Labs มีหลักฐานว่าผู้พัฒนา Malware กำลังแอบติดตั้งพร็อกซี่บนระบบอย่างเงียบ ๆ นอกจากนี้ เมื่อมีการเข้าใช้งานในแอปพลิเคชันพร็อกซี่ จะไม่มีการตรวจจับพฤติกรรมของ Malware อีกด้วย
  รายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า บริษัทเดียวกันนี้ยังเป็นผู้ควบคุม exit nodes ที่สร้างโดยเพย์โหลดที่เป็นอันตรายที่ชื่อว่า AdLoad ซึ่งกำหนดเป้าหมายไปยังระบบ macOS
    ในความเป็นจริงไบนารี Go-Based ของทั้งสองระบบ (สำหรับ macOS และ Windows) ดูเหมือนจะมาจากซอร์สโค้ดเดียวกัน อย่างไรก็ตามพร็อกซี่ client ของ windows สามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับ Malware ได้ เนื่องจากใช้ลายเซ็นดิจิทัลที่ถูกต้อง
การติดพร็อกซี่แวร์ (Proxyware infection)
การติด Malware เริ่มต้นด้วย การดำเนินการของตัว loader ที่ซ่อนอยู่ใน crack ของซอฟต์แวร์ และเกมที่ถูกดาวน์โหลดมา พร้อมการติดตั้งแอปพลิเคชันพร็อกซี่โดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องมีการโต้ตอบกับผู้ใช้งาน
ผู้พัฒนา Malware ใช้ Inno Setup กับพารามิเตอร์เฉพาะเพื่อซ่อนรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับกระบวนการติดตั้ง และคําแนะนําของผู้ใช้ทั่วไปทั้งหมด
    ในระหว่างการติดตั้งพร็อกซี่ client  Malware จะส่งพารามิเตอร์เฉพาะ ซึ่งจะถูกส่งไปยัง C2 เซิร์ฟเวอร์เพื่อให้ client สามารถถูกรวมเข้ากับ botnet ได้


    พร็อกซี่ client จะยังคงอยู่บนระบบที่ติด Malware  โดยการสร้าง registry key เพื่อเปิดใช้งานเมื่อบูตระบบ และเพิ่ม scheduled task เพื่อตรวจสอบการอัปเดต client ใหม่
    จากนั้นพร็อกซีจะรวบรวมข้อมูลที่สำคัญจากเครื่องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่ามีประสิทธิภาพ และการตอบสนองที่ดีที่สุด ซึ่งรวมถึงทุกอย่างตั้งแต่เริ่มกระบวนการ และการตรวจสอบ CPU ไปจนถึงการใช้หน่วยความจํา และการติดตามสถานะแบตเตอรี่


วิธีการป้องกัน
    ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยสารสนเทศแนะนําให้มองหาไฟล์ปฏิบัติการ "Digital Pulse" ที่ "% AppData% \" หรือ registry key ที่มีชื่อคล้ายกันใน "HKCU \ Software \ Microsoft \ Windows \ CurrentVersion \ Run\." หากมีผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยสารสนเทศแนะนําให้ทำการลบออกโดยด่วน
หากพบ scheduled task ชื่อ "DigitalPulseUpdateTask" ควรทำการลบออกเพื่อลดโอกาสของกลไกอัปเดต client ที่จะนำไปสู่การติด Malware อีกครั้ง และสุดท้าย หลีกเลี่ยงการดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ และการดาวน์โหลดไฟล์จากเว็ปไซต์ที่น่าสงสัย เช่น เครือข่ายแบบ peer-to-peer หรือเว็บไซต์ที่ให้บริการซอฟต์แวร์ฟรีสัญญาณของการติดไวรัสพร็อกซีแวร์ ได้แก่
  • ประสิทธิภาพ และความเร็วอินเทอร์เน็ตลดลง
  • รูปแบบการรับส่งข้อมูลเครือข่ายที่ผิดปกติ
  • พบการเชื่อมต่อบ่อยครั้งกับ IP หรือโดเมนที่ไม่รู้จัก
  • การแจ้งเตือนต่าง ๆ บนระบบ

21/08/2566

AI สามารถขโมยรหัสผ่านจากการฟังเสียงกดแป้นพิมพ์ที่มีความแม่นยําสูงเกือบ 100%


    นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์เนล ค้นพบวิธีการใหม่ในการใช้เครื่องมือ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ ในการขโมยข้อมูลจากการฟังเสียงกดบนแป้นพิมพ์ที่มีความแม่นยําสูงถึง 95% นักวิจัยได้ฝึกโมเดล AI เกี่ยวกับเสียงการกดแป้นพิมพ์ และติดตั้งบนโทรศัพท์ที่อยู่ใกล้ไมโครโฟนในตัว เมื่อทดสอบกับเสียงกดแป้นพิมพ์บน MacBook Pro สามารถถอดรหัสด้วยความแม่นยำสูงถึง 95% เป็นความแม่นยำสูงสุดที่นักวิจัยเคยพบ โดยไม่ต้องใช้ large language model (LLM)
 นอกจากนี้ยังมีการทดสอบความแม่นยำในการฟังเสียงแป้นพิมพ์ฝ่ายตรงข้ามผ่านการประชุมออนไลน์ผ่าน Zoom โดยมีความแม่นยำสูงถึง 93% ส่วนใน Skype พบความแม่นยำที่ 91.7% อย่างไรก็ตาม ระดับเสียงการกดแป้นพิมพ์นั้นแทบไม่มีผลกับความแม่นยำ โดยโมเดล AI ได้รับการฝึกตามรูปแบบคลื่นเสียง ทั้งน้ำหนักการกดแป้นพิมพ์ หรือระยะห่างของเวลาในการกดแต่ละครั้ง และขึ้นอยู่กับสไตล์การพิมพ์ของแต่ละคน
  ในการโจมตีนี้แฮ็กเกอร์อาจส่งมัลแวร์ไปติดตั้งในโทรศัพท์ หรืออุปกรณ์อื่น ๆ เพื่อรวบรวมข้อมูลจากการกดแป้นพิมพ์ และป้อนลงในโมเดล AI โดยฟังจากไมโครโฟนของอุปกรณ์ นักวิจัยใช้ CoAtNet ซึ่งเป็นตัวจำแนกภาพ AI สำหรับการโจมตี และฝึกโมเดลด้วยการกดแป้นพิมพ์ในแต่ละแถว 25 ครั้ง ไล่ทีละแถวจนครบ 36 ปุ่มบนแป้นพิมพ์ที่รวมถึงสัญลักษณ์ และตัวเลขของ MacBook Pro ด้วยการใช้นิ้ว และน้ำหนักมือที่แตกต่างกัน

    Bleeping Computer รายงานวิธีแก้ไขการโจมตีในลักษณะนี้ โดยการหลีกเลี่ยงการพิมพ์รหัสผ่าน และให้ใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติต่าง ๆ เช่น Windows Hello และ Touch ID รวมทั้งยังสามารถลงทุนใช้เครื่องมือการจัดการรหัสผ่าน ซึ่งไม่เพียงแต่หลีกเลี่ยงภัยคุกคามจากการพิมพ์รหัสผ่านเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถใช้รหัสผ่านแบบสุ่มสำหรับทุกบัญชีได้อีกด้วย
    อย่างไรก็ตาม นักวิจัยแนะนำให้การสร้างรหัสผ่านนั้นมีทั้งตัวอักษรเล็ก และใหญ่ปะปนกัน เพราะ AI ยังไม่สามารถแยกได้ว่าการกดนั้นมีการกดปุ่มชิฟต์ (Shift) หรือไม่ แต่ด้วยวิธีการวิจัยของทีมจากอังกฤษก็เป็นข้อบ่งชี้ที่เพียงพอว่าการใช้ AI ดักฟังรหัสผ่านจากเสียงกดแป้นพิมพ์นั้นมีแนวโน้มเกิดขึ้นได้จริง ๆ

18/08/2566

ผู้ไม่ประสงค์ดีใช้ Cloudflare Tunnels ในการทำ Covert Communications


ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยสารสนเทศพบว่าผู้ไม่ประสงค์ดีกำลังใช้ Cloudflare Tunnels เพื่อสร้าง Covert Communications จากโฮสต์ที่ตกเป็นเป้าหมาย และสร้างการเชื่อมต่อสำหรับการแฝงตัวอยู่บนระบบของเป้าหมาย
Nic Finn นักวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยงที่ GuidePoint Security ระบุว่า "Cloudflared มีความคล้ายคลึงการทำงานกับ ngrok อย่างมาก" อย่างไรก็ตาม Cloudflared แตกต่างจาก ngrok โดยมีความสามารถที่มากกว่าในการใช้งานฟรี รวมถึงความสามารถในการเชื่อมต่อแบบ TCP ผ่าน cloudflared


Cloudflared ใช้เครื่องมือ command-line สำหรับ Cloudflare Tunnel ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยระหว่างเว็บเซิร์ฟเวอร์ และ data center ของ Cloudflare ที่ใกล้ที่สุด เพื่อซ่อนที่อยู่ IP ของเว็บเซิร์ฟเวอร์ และป้องกันการโจมตีแบบ volumetric distributed denial-of-service (DDoS) และการโจมตี brute-force login
สำหรับผู้ไม่ประสงค์ดีที่ได้สิทธิ์ระดับสูงบนโฮสต์ที่ถูกโจมตีนั้น feature นี้มีประโยชน์อย่างมากในการสร้าง Tunnel เพื่อเชื่อมต่อจากเครื่องของเหยื่อ
Finn อธิบายว่า "Tunnel จะอัปเดตทันทีเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการกำหนดค่าใน Cloudflare Dashboard ทำให้ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถเปิดใช้งานฟังก์ชันได้เฉพาะเมื่อต้องการดำเนินการบนเครื่องของเหยื่อ จากนั้นปิดใช้งานฟังก์ชัน เพื่อป้องกันการเปิดเผย infrastructure ของพวกเขา"


"ตัวอย่างเช่น ผู้ไม่ประสงค์ดีอาจเปิดใช้งานการเชื่อมต่อ RDP เพื่อเก็บข้อมูลจากเครื่องเหยื่อ แล้วปิดการเชื่อมต่อ RDP จนถึงวันถัดไป เพื่อลดโอกาสในการตรวจพบ หรือการสังเกตชื่อโดเมนที่ใช้เพื่อเชื่อมต่อ"
สิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้น คือผู้ไม่ประสงค์ดีอาจใช้ประโยชน์จากฟังก์ชัน Private Networks เพื่อลักลอบเข้าถึง range ของที่อยู่ IP (หรือปลายทางของเครือข่ายภายใน) เสมือนว่า "อยู่ในตำแหน่งเดียวกับเครื่องของเป้าหมายที่เป็นโฮสต์ของ Tunnel"
เทคนิคนี้ได้ถูกนำมาใช้จริงแล้วในช่วงต้นปีนี้ Phylum และ Kroll ได้แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับการโจมตีแบบ supply chain attacks ที่มีเป้าหมายไปที่ Python Package Index (PyPI) โดยที่พบว่าแพ็คเกจที่ไม่ถูกต้องถูกดาวน์โหลดเพื่อใช้ cloudflared เพื่อเข้าถึงจากภายนอกผ่าน Flask web application.
Finn ระบุว่า "องค์กรที่ใช้บริการจาก Cloudflare อาจจะสามารถจำกัดบริการของพวกเขาที่จะเชื่อมต่อไปยัง data centers และสร้างการตรวจจับสำหรับ traffic ต่าง ๆ เช่น Cloudflared tunnels ที่เชื่อมต่อไปที่อื่น ๆ นอกเหนือจาก data centers ที่ระบุไว้ ซึ่งวิธีนี้อาจช่วยในการตรวจจับ tunnel ที่ไม่ได้รับอนุญาตได้"
เพื่อป้องกันการถูกนำ Cloudflared มาใช้อย่างไม่ถูกต้อง แนะนำให้องค์กรใช้ logging mechanisms ที่เพียงพอเพื่อตรวจสอบคำสั่งที่ผิดปกติ ข้อมูลการเรียกใช้ DNS และการเชื่อมต่อออกไปภายนอก พร้อมกับการป้องกันการพยายามดาวน์โหลดไฟล์ executable

16/08/2566

Microsoft ถอดอัปเดต Microsoft Exchange ล่าสุดออก หลังพบข้อผิดพลาดในตัวติดตั้งที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ


    Microsoft ได้ถอดการอัปเดตด้านความปลอดภัยในเดือนสิงหาคมของ Microsoft Exchange Server ออกจาก Windows Update หลังจากพบว่าตัวอัปเดต Microsoft Exchange ในตัวติดตั้งที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ มีข้อผิดพลาด
  การอัปเดตความปลอดภัยเหล่านี้ ได้แก้ไขช่องโหว่ 6 รายการ ได้แก่ ช่องโหว่ในการเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกล (Remote Code Execution) 4 รายการ ช่องโหว่ด้านการยกระดับสิทธิ์ (Privilege Escalation) 1 รายการ และช่องโหว่การปลอมแปลง (Spoofing) 1 รายการที่สามารถใช้เพื่อโจมตีแบบ NTLM Relay Attack
  โดยผู้ใช้งานที่ทำการอัปเดตแพตซ์ Microsoft Exchange ในตัวติดตั้งที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ พบว่าหลังจากทำการอัปเดต Exchange Windows ไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งพบ Error Code 1603 ในขณะที่ทำการอัปเดต
ต่อมา Microsoft ได้อัปเดตข่าวการอัปเดตความปลอดภัยของ Exchange Server ในเดือนสิงหาคม 2023 ว่าได้ทำการลบตัวอัปเดตออกจาก Windows และ Microsoft Update ชั่วคราวในขณะที่กำลังตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้น โดย Microsoft พบว่าเมื่อทำการอัปเดตแพตซ์ความปลอดภัย Microsoft Exchange Server 2019 หรือ 2016 บนระบบปฏิบัติการที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ตัวติดตั้งจะหยุด และย้อนกลับการเปลี่ยนแปลง และปล่อยให้บริการ Exchange Server Windows อยู่ในสถานะปิดใช้งาน
  รวมถึงได้แนะนำให้ผู้ใช้งาน Microsoft Exchange ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ งดเว้นการอัปเดตไปก่อน จนกว่าจะมีการแก้ไขที่ประกาศจาก Microsoft อีกครั้ง
  ทั้งนี้สำหรับผู้ใช้งานที่ได้รับผลกระทบจากการติดตั้ง Microsoft Exchange ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษที่มีปัญหา ทาง Microsoft ได้แนะนำขั้นตอนเพื่อเปิดใช้งานเซิร์ฟเวอร์ Windows และเริ่ม Exchange Server ดังนี้ :

    1. หากได้ติดตั้ง SU แล้ว ให้ reset service ก่อนเรียกใช้การติดตั้งอีกครั้ง ซึ่งสามารถทำได้โดยการเรียกใช้ PowerShell script ต่อไปนี้ในหน้าต่าง PowerShell window :
เปลี่ยนเป็น directory ต่อไปนี้: \Exchange Server\V15\Bin
กด Enter .\ServiceControl.ps1 AfterPatch, แล้วกด Enter
Restart คอมพิวเตอร์

    2. ใน Active Directory (AD) ให้สร้างบัญชีที่มีชื่อเฉพาะที่ให้ไว้ในขั้นตอนนี้ โดยคำสั่งต่อไปนี้:
New-ADUser -Name "Network Service" -SurName "Network" -GivenName "Service" -DisplayName "Network Service" -Description "Dummy user to work around the Exchange August SU issue" -UserPrincipalName "Network Service@$((Get-ADForest).RootDomain)"

    3. รอการ AD replication (ประมาณ 15 นาที) และจากนั้น เริ่มการติดตั้ง Exchange Server SU ใหม่ ทั้งนี้การติดตั้งครั้งนี้ ควรที่จะทำงานได้

    4. หลังจากการติดตั้งเสร็จสิ้น ให้ใช้คำสั่งต่อไปนี้:
$acl = Get-Acl -Path "HKLM:\SOFTWARE\Microsoft\MSIPC\Server"
$rule = New-Object System.Security.AccessControl.RegistryAccessRule((New-Object System. Security.Principal.SecurityIdentifier("S-1-5-20")), 983103, 3, 0, 0)
$acl.SetAccessRule($rule)
Set-Acl -Path "HKLM:\SOFTWARE\Microsoft\MSIPC\Server " -AclObject $acl

    5. ทำการ Restart Exchange server เพื่อให้การติดตั้งเสร็จสิ้น

    6. หลังจากอัปเดต Exchange server ทั้งหมดแล้ว คุณสามารถลบบัญชี AD ที่สร้างขึ้นในขั้นตอนที่ 2 ได้
เมื่อทำตามขั้นตอนเหล่านี้ และทำการ Restart Exchange server แล้ว Windows ควรที่จะสามารถทำงานได้อีกครั้ง และ Exchange จะถูก back up และ running
  สำหรับผู้ใช้งานที่ใช้ Windows ที่เป็นภาษาอังกฤษ Microsoft ได้แนะนำให้ดาวน์โหลด และติดตั้งการอัปเดตเพื่อป้องกันการโจมตีจากช่องโหว่ที่เกิดขึ้น