16/02/2566

พบการส่ง QBot Malware ผ่าน Microsoft OneNote ในชื่อ QakNote

 



    พบการโจมตีด้วย QBot Malware ตัวใหม่ที่เรียกว่า QakNote โดยใช้ไฟล์แนบ ‘.one’ ของ Microsoft OneNote ที่เป็นอันตรายเพื่อทำให้ระบบติดไวรัสด้วย Banking Trojan

    Qbot หรือที่รู้จักกันในชื่อ QakBot เป็น Banking Trojan ที่พัฒนาเป็นมัลแวร์ที่เชี่ยวชาญในการเข้าถึงอุปกรณ์ทำให้ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถโหลดมัลแวร์เพิ่มเติมในเครื่องที่ถูกบุกรุก และทำการขโมยข้อมูล

    ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถฝังไฟล์ได้เกือบทุกชนิดเมื่อสร้างเอกสาร OneNote ที่เป็นอันตราย รวมถึงไฟล์แนบ VBS หรือไฟล์ LNK ซึ่งไฟล์จะทำงานเมื่อผู้ใช้ดับเบิลคลิกที่ไฟล์แนบที่ฝังอยู่ใน OneNote โดยเมื่อเปิดใช้งานแล้วไฟล์แนบที่ฝังไว้สามารถรันคำสั่งบนเครื่อง เพื่อดาวน์โหลดและติดตั้งมัลแวร์




    Sophos นักวิจัยของ Andrew Brandt กล่าวว่าผู้ไม่มีประสงค์ดีที่ ได้เริ่มใช้วิธีนี้ในการโจมตีตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2023 โดยใช้ไฟล์ OneNote ที่มีแอปพลิเคชัน HTML แบบฝัง (ไฟล์ HTA) ที่เรียกข้อมูลเพย์โหลดของมัลแวร์ Qbot สคริปต์ในไฟล์ HTA จะใช้แอปพลิเคชัน curl.exe เพื่อดาวน์โหลดไฟล์ DLL (Qbot Malware) ไปยังโฟลเดอร์ C:\ProgramData และดำเนินการโดยใช้ Rundll32.exe




    QBot Payload จะแทรกตัวเองเข้าไปใน Windows Assistive Technology (“AtBroker.exe”) เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับจากเครื่องมือ AV ที่ทำงานอยู่บนอุปกรณ์

    Sophos รายงานว่าผู้ดำเนินการของ QBot ใช้วิธีการเผยแพร่สองวิธีสำหรับไฟล์ HTA เหล่านี้คือ วิธีหนึ่งส่งอีเมลพร้อมลิงก์แบบฝังไปยังไฟล์ .one และอีกวิธีหนึ่งใช้วิธี “thread injections” เพื่อทำให้การโจมตีเหล่านี้หลอกลวงเหยื่อได้มากยิ่งขึ้น ผู้ไม่ประสงค์ดีจึงใช้ปุ่มปลอมในไฟล์ Notebook ที่หลอกล่อเหยื่อว่าจะดาวน์โหลดเอกสารจากระบบคลาวด์ แต่หากคลิกปุ่มดังกล่าวจะเรียกใช้ไฟล์แนบ HTA ที่ฝังอยู่แทน


คำแนะนำ

    - ไม่ควรเปิดไฟล์แนบอีเมลที่ไม่รู้แหล่งที่มา

    - ควรทำการ Full Scan เครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยโปรแกรม Antivirus

    - ควรตระหนักถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์


Ref: https://www.bleepingcomputer.com/

15/02/2566

Apple ได้ออก Patch แก้ปัญหา Zero day ของ IOS, iPadOS, macOS และ Safari

 


    Apple ได้ปล่อย Patch สำหรับ iOS, iPadOS, macOS และ Safari เพื่อแก้ไขช่องโหว่ Zero day ที่ถูกใช้โจมตีอย่างแพร่หลาย เป็นช่องโหว่ CVE-2023-23529 มีความสามารถในการช่วยให้ผู้ไม่ประสงค์ดี สามารถโจมตีจากระยะไกล และเรียกใช้ Code ที่เป็นอันตรายบนระบบของเป้าหมายได้ ช่องโหว่นี้เกิดจากข้อผิดพลาดของใน WebKit browser ทำให้เว็ปไซต์ที่เป็นภัย สามารถเปิดใช้งานได้ซึ่งทางผู้ผลิต iPhone กล่าวว่า ช่องโหว่นี้ได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว

    นอกจากนี้แก้ไขในส่วนของช่องโหว่ CVE-2023-23514 ที่ทำให้แอปพลิเคชันในเครื่องสามารถเพิ่มระดับสิทธิ์เป็นสิทธ์สูงสุดในระบบได้ และช่องโหว่ CVE-2023-23522 ของ macOS ที่อนุญาติให้แอปพลิเคชันที่ติด Malware สามารถดูข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ที่ไม่มีการป้องกันได้ ด้วยการปรับปรุงการจัดการของไฟล์ชั่วคราว


คำแนะนำ

    - สำหรับ iPhone 8 และรุ่นที่ใหม่กว่า ควรทำการอัปเดตแพทช์เป็น iOS 16.3.1

    - สำหรับอุปกรณ์ iPad Pro ทุกรุ่น ,iPad Air3 และรุ่นที่ใหม่กว่า, iPad 5 และรุ่นที่ใหม่กว่า และ iPad mini5 และรุ่นที่ใหม่กว่าควรอัป Patch เป็น iPadOS 16.3.1

    - สำหรับอุปกรณ์ Mac ที่ใช้ macOS Ventura, macOS Big Sur และ macOS Monterey ควรอัป Patch เป็น macOS Ventura 13.2.1

    - สำหรับ Safari ควรทำการอัป Patch เป็น 16.3.1

    ซึ่งในปี 2022 ได้มีการแก้ไขปัญหา Zero days ถึง 10 ครั้ง โดย 9 ครั้งเป็นการเปิดเผยจากผู้ไม่ประสงค์ดีเอง โดย 4 ครั้งเป็นการพบช่องโหว่จาก WebKit


09/02/2566

พบช่องโหว่ร้ายแรงใน Cisci IOx และ F5BIG-IP




    F5 ได้แจ้งเตือนช่องโหว่ร้ายแรง ที่ส่งผลกับอุปกรณ์ BIG-IP ทำให้สามารถ Denial-of-service (DoS) หรือการเรียกใช้ Code ต่าง ๆ ได้เวอร์ชันของ F5 BIG-IP ที่ได้รับผลกระทบมีดังนี้

        Version 13.1.5

        Version 14.1.4.6 – 14.1.5

        Version 15.1.5.1 – 15.1.8

        Version 16.1.2.2 – 15.1.3 และ 17.0.0

    โดยช่องโหว่ดังกล่าวหมายเลข CVE-2023-22374 (ได้คะแนนจาก CVSS: 7.5/8.5) โดยทางผู้เชี่ยวชาญได้ออกมารายงานช่องโหว่นี้เมื่อ วันที่ 6 ธันวาคม 2022 โดยเป็นช่องโหว่ทีเกิดจาก iControl Simple Object Access Protocol (SOAP) สามารถทำงานในสิทธิ Root ได้ เมื่อผู้ไม่ประสงค์ดีเข้ามาก็จะได้รับสิทธิ Root ไปด้วย และสามารถเรียกใช้คำสั่งได้จากระยะไกลได้ ในการแก้ไขปัญหาเบื้อต้น User ที่สามารถเข้าใช้งาน iControl SOAP API ควรจะต้องเป็น User ที่น่าเชื่อถือเท่านั้น


Cisco ออก Patch เกี่ยวกับ Command Injection Bug in Cisco IOx

    Cisco ได้ออก Patch เพื่อแก้ไขช่องโหว่บน Application environment บน Cisco IOx ที่ส่งผลให้สามารถหลบการตรวจสอบด้านความปลอดภัยได้ และเรียกใช้ Code จากระยะไกลได้ รวมไปถึงการเรียกใช้งาน Payload เพื่อมาติดตั้ง Malware และ Backdoor

    ยังมีการใช้ CVE -2023-20076 ที่เป็นช่องโหว่บน Application hosting environment ที่ทำให้สามารถเลี่ยงการตรวจของระบบความปลอดภัยได้ และเรียกใช้คำสั่งที่เป็นอันตรายได้ด้วยสิทธิ Root บน Host operating system

    บริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ Trellix ได้วิเคราห์ช่องโหว่ CVE-2023-20076 ที่สามารถเลี่ยงการตรวจสอบจากระบบความปลอดภัยได้ ด้วยไฟล์ TAR archive extraction ซึ่งจะอนุญาตให้ผู้โจมตีสามารถเข้าไปเขียนระบบพื้นฐานของ OS ได้ด้วยสิทธิ Root และเรียกใช้คำสั่งจากระยะไกลเพื่อเรียกใช้ Payload ที่ใช้ในการติดตั้ง Backdoor รวมไปถึงสามารถฝังตัวอยู่ในระบบ แม้จะทำการรีบูตระบบ หรือการอัพเกรดเฟิร์มแวร์ก็ตาม หากต้องการลบออกต้องรีเซ็ตเป็น ค่าเริ่มต้นจากโรงงานเท่านั้น

    แม้ว่าการโจมตี จำเป็นต้องได้รับการยืนยันตัวตน และมีสิทธิ์ระบบผู้ใช้ระบบ แต่ผู้ไม่ประสงค์ดีก็มีวิธีการที่หลากหลายในการไปให้ถึงระบบ Root เช่น Phishing หรือ Social engineering เพื่อขดมยข้อมูล

    ปัจจุบันทาง Cisco ได้ออก Patch ในการปิดช่องโหว่แล้ว ซึ่งช่องโหว่ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ที่ใช้ Cisco IOS EX และเปิดใช้งาน Cisco IOx

        Cisco 800 Series Industrial ISRs

        Cisco Catalyst Access Points

        Cisco CGR1000 Compute Modules

        Cisco IC3000 Industrial Compute Gateways 

        Cisco IR510 WPAN Industrial Routers

การป้องการตอนนี้คือการเร่ง Patch ให้เร็วที่สุดเพื่อปิดช่องโหว่


Ref : thehackernews.com

06/02/2566

ESXiArgs ransomware โจมตี VMware ESXi servers ทั่วโลก

 



    ทาง French Computer Emergency Response Team (CERT-FR) ได้ออกมาเตือนภัยว่า มีผู้ไม่ประสงค์ดีมีเป้าหมายการโจมตีไปที่ VMware ESXi server ที่ไม่ได้รับการ Patch มาแล้วอย่างน้อย 2 ปี ซึ่งช่องโหว่สามารถทำให้ Remote เพื่อเรียกใช้ Code ผ่านช่องโหว่ได้ เพื่อติดตั้ง Ransomware ตัวใหม่ในชื่อ ESXiArgs โดยมีรหัสคือ CVE-2021-21974 เป็นช่องโหว่ความปลอดภัย โดยปัญหาคือ Heap overflow ใน OpenSLP service สามารถเข้าโดยไม่ต้องผ่านการยืนยันตัวตน แต่ช่องโหว่ดังกล่าวได้มีการออก Patch มาแก้ตั้งแต่ 23 กุมภาพันธ์ 2021

    ระบบปัจจุบันมักจะมีเป้าหมายไปที่ ESXi hypervisors ในเวอร์ชัน 6.x จนถึง 6.7 เพื่อที่จะป้องกันการโจมตี ผู้ดูแลต้องปิดช่องโหว่ของ Service Location Protocal (SLP) เป็น Service บน ESXi hypervisors ที่ยังไม่ได้รับการ Patch

    โดยทาง CERT-FR แนะนำเป็นอย่างมากในการ Patch ให้เร็วที่สุด แต่จะมีระบบบ้างอย่างที่ยังไม่ได้รับการ Patch อาจะต้องหาด้วยตนเอง นั่นคือ CVE-2021-21974 อาจจะอยู่บนระบบดังนี้

- ESXi version 7.x prior to ESXi70U1c-17325551

- ESXi version 6.7.x prior to ESXi670-202102401-SG

- ESXi version 6.5.x prior to ESXi650-202102101-SG



    เมื่อถูก Ransomware โจมตีจะถูก Encryption file เช่น .vmxf, .vmx, .vmdk, vmsd และ .nvram และจะมีการสร้างไฟล์ .args ต่อท้ายเอกสารที่ถูก Encryption คาดว่ามีไว้เพื่อการ Decryption

    ในขณะที่ผู้ไม่ประสงค์ดีที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีได้ออกมาบอกว่า มีการขโมยข้อมูลจากเหยื่อ แต่จากการตรวจสอบของผู้ดูแล ได้ระบุว่าข้อมูลยังไม่ถูกนำออกไป และยังพบจดหมายเรียกค่าไถ่ ในชื่อ “ransom.hrml” และ “How to Restore Your File.html” 



    โดยทางแก้ไขอย่างง่าย จากผู้เชี่ยวชาญ Enes Sonmez ได้เขียนคู่มือ ที่จะช่วยให้ผู้ดูแล สามารถ Rebuild VM และ Recover data ได้แบบฟรีๆ

    ผู้เชี่ยวชาญได้วิเคราะห์ Script และข้อมูลที่ถูก Encryption ทำให้สามารถเข้าใจการโจมตีได้ดียิ่งขึ้นเมื่อ Server ถูกโจมตี จะมีการพยายามตามหาไฟล์ใน /tmp folder ดังนี้

- encrypt – The encryptor ELF executable

- encrypt.sh - A shell script that acts as the logic for the attack, performing various tasks before executing the encryptor, as described below

- public.pem - A public RSA key used to encrypt the key that encrypts a file

- motd - The ransom note in text form that will be copied to /etc/motd so it is shown on login. The server's original file will be copied to /etc/motd1

- index.html - The ransom note in HTML form that will replace VMware ESXi's home page. The server's original file will be copied to index1.html in the same folder

 

    จากการวิเครห์ของผู้เชี่ยวชาญ ได้บ่งชี้ว่า ESXiArgs จะใช้พื้นฐานจาก Source code ที่รั่วไหลออกมา ของ Babuk ransomware ที่ก่อนหน้านี้ใช้ในการโจมตี ESXi จาก ransomware ตัวอื่น เช่น CheersCrypt และ PrideLocker

    โดยการกระบวนการ encryption จะใช้ไฟล์ Shell script กับ Command line ที่ต่างออกไปจากปกติ โดยไฟล์ที่ถูก encrypt จะไม่มีการกำหนดขนาดของ Block และขนาดของไฟล์



    เมื่อมีการใช้งาน Script จะมีการเรียกใช้ Command เพื่อแก้ไขไฟล์ Configuration ของ VM ESXi (.vmx) โดยจะมีการแก้ในส่วนของ '.vmdk' และ '.vswp' เป็น '1.vmdk' and '1.vswp'


    ซึ่งจะทำให้เป็นการหยุดการใช้งานคำส่ง ‘vmx’ เป็นลักษณะเดียวกับบทความ VMware support article โดย Script จะใช้ Command 'esxcli storage filesystem list | grep "/vmfs/volumes/" | awk -F'  ' '{print $2}'' เพื่อดึงรายชื่อของ ESXi volumes

Volumes ที่จะถูกค้นหามีดังนี้

  • .vmdk
  • .vmx
  • .vmxf
  • .vmsd
  • .vmsn
  • .vswp
  • .vmss
  • .nvram
  • .vmem

    เมื่อพบไฟล์ดังกล่าว จะมีการสร้างไฟล์ [file_name].args ใน Folder เดียวกัน เช่น Server.vmx จะมีการสร้างเป็นไฟล์ Server.vmx.args โดยจะมีการ encrypt ไฟล์ตามรูปด้านล่าง



    หลังจากที่มีการ encryption จะมีการแทนที่ไฟล์ ESXi index.html และ motd file ของ Server ด้วยโน๊ตเรียกค่าไถ่ และสุดท้ายจะมีการลบอะไรก็ตามที่ดูเหมือนตัวติดตั้ง Backdoor จาก /store/packages/vmtools.py [VirusTotal] และลบคำสั่งอีกหลายบรรทัด



    แนะนำผู้ดูแลทุกคนจึงควรเช็คว่ามีไฟล์ vmtools.py อยู่หรือไม่ หากพบควรจะลบให้เร็วที่สุด


ref : www.bleepingcomputer.com


02/02/2566

NAS QNAP กว่า 29,000 เครื่อง ไม่ได้ทำการ Patch แก้ข้อบกพร่อง

 


    มีอุปกรณ์ QNAP เป็น Network attached storage (NAS) กว่า 29,000 เครื่อง ที่ยังไม่ได้ patch เพื่อจัดการกับข้อบกพร่องร้ายแรง โดยข้อบกพร่องนี้ ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถโจมตีผ่านช่องโหว่ SQL (CVE-2022-27596) เป็นช่องโหว่ที่ใช้ Code ที่เป็นอันตรายในการโจมตีเป้าหมายผ่าน Internet และอุปกรณ์ QNAP ที่ไม่ได้รับการ Patch

    QNAP ยังถูกให้คะแนนข้อพกพร่องนี้โดย CVSS อยู่ที่ 9.8/10 และการโจมตีเป็นแบบ low-complexity โดยไม่ต้องผ่านระบบยืนยันตัวตน ทางบริษัทแนะนำ ให้ผู้ใช้ที่ได้รับผลกระทบ ที่กำลังใช้ QTS 5.0.1 และ QuTS hero h5.0.1 ให้อัพเดทเป็น QTS 5.0.1.2234 หรือใหม่กว่านั้น และ QuTS hero h5.0.1.2248 หรือใหม่กว่านั้น เพื่อป้องกันการโจมตี มีคำแนะนำว่าแม้ QNAP ของผู้ใช้ที่ไม่อยู่ในความเสี่ยง ก็แนะนำให้ทำการอัพเดทให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด ให้เร็วที่สุดเนื่องจาก QNAP เป็นเป้าหมายของผู้ไม่หวังดีที่จะโจมตีด้วย Ransomware จำนวนมาก

    หนึ่งวันหลังจาก QNAP ปล่อย Security patch เพื่อแก้ข้อบกพร่องที่ร้ายแรง Censys ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย ได้รายงานออกมาว่ามีเพียง QNAP NAS 550 เครื่อง จาก 60,000 เครื่องเท่านั้น ที่ได้รับการ Patch ได้มีการสังเกตุว่ามี 67,415 host ที่มีการใช้ QNAP-based system แต่โชคไม่มีนักที่สามารถระบุเวอร์ชันได้เพียง 30520 host เท่านั้น และถ้าตามการคาดการของผู้เชี่ยวชาญกว่า 98% จะมีช่องโหว่ที่สามารถถูกโจมตีได้

    การพบ 30,520 host ที่ระบุเลขเลขเวอร์ชั่นได้ มีเพียง 557 host เท่านั้นที่ใช้ QuTS Hero เวอร์ชันมากกว่าหรือเท่ากับ ‘h5.0.1.2248’ หรือ QTS เวอร์ชันมากกว่าหรือเท่ากับ ‘5.0.1.2234’ หมายความว่าอีก 29968 host จะมีช่องโหว่ที่สามารถถูกโจมตีได้

    โชคยังดีที่ตั้งแต่ข้อบกพร่องนี้ ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย และคาดว่า Code ที่เป็นอันตรายยังไม่ปรากฎบนโลกออนไลน์ จึงยังมีเวลาในการ Patch แก้ไขข้อบกพร่องของอุปกรณ์ NAS ซึ่งเป็นเป้าหมายของ Ransomware หลายตัว รวมไปถึง Muhstik, eChoraix/QNAPCrypt, QSnatch, Agelocker, Qlocker, DeadbBolt, Checkmate ซึ่งควรจะรีบ Patch อุปกรณ์ NAS ก่อนที่ผู้ไม่ประสงค์ดีจะเข้ามา และสามารถ encrypt ไฟล์ต่างๆได้




    เพื่อเป็นมาตรการป้องกันจากการโจมตีแนะนำให้ปฏิบัติดังนี้

- ปิด Port Forwarding ของ Router โดยให้ไปที่ Management interface ของ Router และเช็ค Virtual Server, NAS หรือ Port Forwarding setting และทำการปิด Port forwarding ของ NAS management service port (port 8080 and 433)

- ปิด UPnP function ของ QNAP NAS โดยไปที่ myQNAPcloud บน QTS menu และเลือก “Auto Router Configuration” และเลือกปิด UPuP Port forwarding

    แนะนำว่าควรจะปิดการเชื่อมต่อ SSH และ Telnet และเปลี่ยนเป็นระบบ Port number,เปลี่ยน Password, และเปิดใช้ IP และ Account access protection โดยทำตาม Link : step by step procedures